TOEIC vs IELTS vs TOEFL: ควรสอบตัวไหนดี?
Updated: 1 day ago

การสอบภาษาอังกฤษมีหลายรูปแบบ และแต่ละข้อสอบถูกออกแบบมาเพื่อเป้าหมายที่แตกต่างกัน
หลายคนจึงอาจสงสัยว่า TOEIC vs IELTS vs TOEFL ต่างกันอย่างไร? ถ้าต้องการสอบภาษาอังกฤษควรเลือกสอบตัวไหนดี?
คำตอบคือ ไม่มีข้อสอบตัวไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือ “คุณสอบไปเพื่ออะไร”
หากต้องการใช้คะแนนเพื่อสมัครงานหรือประเมินภาษาอังกฤษในบริบทการทำงาน TOEIC อาจเหมาะกว่า ขณะที่คนที่ต้องการเรียนต่อต่างประเทศหรือใช้คะแนนเพื่อการย้ายประเทศอาจต้องพิจารณา IELTS หรือ TOEFL ตามข้อกำหนดของมหาวิทยาลัย ประเทศ หรือองค์กรที่ต้องการยื่นคะแนน
บทความนี้จะเปรียบเทียบ TOEIC, IELTS และ TOEFL พร้อมวิธีเลือกข้อสอบให้เหมาะกับเป้าหมายของคุณ
TOEIC, IELTS และ TOEFL คืออะไร?
ก่อนเลือกว่าจะสอบอะไร ควรเข้าใจก่อนว่าข้อสอบแต่ละประเภทถูกออกแบบมาเพื่อวัดภาษาอังกฤษในบริบทใด
TOEIC: ภาษาอังกฤษสำหรับการทำงาน
TOEIC (Test of English for International Communication) เป็นการทดสอบภาษาอังกฤษที่เน้นบริบทการสื่อสารในสถานที่ทำงาน
TOEIC Listening & Reading วัดทักษะ การฟังและการอ่าน โดยเป็นข้อสอบแบบ Multiple Choice รวม 200 ข้อ แบ่งเป็น Listening 100 ข้อ และ Reading 100 ข้อ คะแนนรวมอยู่ในช่วง 10–990 คะแนน
ตัวอย่างสถานการณ์ที่พบในข้อสอบ เช่น
การสนทนาในที่ทำงาน
การประกาศ
อีเมล
ตารางงาน
เอกสารทางธุรกิจ
การประชุมหรือการสื่อสารในองค์กร
ดังนั้น TOEIC จึงเหมาะกับคนที่ต้องการวัดหรือแสดงความสามารถด้านภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับ การทำงานและการสื่อสารในบริบทธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม หากต้องการวัดครบทั้ง 4 ทักษะ TOEIC ยังมี Speaking & Writing แยกต่างหากด้วย
IELTS: ภาษาอังกฤษเพื่อเรียนต่อ ทำงาน และใช้ชีวิตต่างประเทศ
IELTS (International English Language Testing System) เป็นข้อสอบภาษาอังกฤษที่ใช้สำหรับหลายวัตถุประสงค์ โดยเฉพาะการเรียนต่อ การทำงาน และการย้ายประเทศ
IELTS ประเมินครบ 4 ทักษะ ได้แก่
Listening
Reading
Writing
Speaking
คะแนนใช้ระบบ Band Score 1–9 และสามารถรายงานเป็นคะแนนเต็มหรือครึ่ง Band เช่น 6.0, 6.5 หรือ 7.0
IELTS มีประเภทหลักที่ควรรู้จัก ได้แก่
IELTS Academicเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยหรือบัณฑิตศึกษา รวมถึงบางกรณีของการขึ้นทะเบียนวิชาชีพ
IELTS General Trainingเหมาะกับผู้ที่ต้องการใช้ภาษาอังกฤษในบริบททั่วไป การทำงาน การฝึกอบรม หรือการย้ายไปประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ เช่น Australia, Canada, New Zealand และ UK
จุดสำคัญคือ ไม่ควรเลือก IELTS Academic หรือ General Training จากชื่อข้อสอบเพียงอย่างเดียว แต่ควรตรวจสอบก่อนว่าสถาบัน นายจ้าง หรือหน่วยงานที่เราจะยื่นคะแนนต้องการประเภทใด
TOEFL: ภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ
TOEFL iBT เป็นข้อสอบที่เน้นการวัดความสามารถด้านภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ โดยประเมินทั้ง
Reading
Listening
Speaking
Writing
และออกแบบให้สะท้อนการใช้ภาษาอังกฤษในบริบทของการเรียนในสถาบันการศึกษา
TOEFL จึงมักเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มีเป้าหมายด้าน การเรียนต่อต่างประเทศหรือการสมัครเข้าโปรแกรมที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ
มีเรื่องสำคัญที่ผู้สอบ TOEFL ต้องรู้ เพราะตั้งแต่ 21 มกราคม 2026 TOEFL iBT มีการปรับรูปแบบการสอบและระบบคะแนน โดยใช้คะแนนใหม่แบบ 1–6 เพิ่มทีละครึ่ง Band และยังมีคะแนนเทียบเคียง 0–120 ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 2 ปี
ดังนั้น หากคุณกำลังเตรียมสอบ TOEFL ควรใช้ข้อมูลและแนวข้อสอบเวอร์ชันล่าสุด ไม่ควรเตรียมตัวจากข้อมูลเก่าก่อนการปรับระบบ
TOEIC vs IELTS vs TOEFL ต่างกันอย่างไร?
ลองดูภาพรวมแบบง่าย ๆ

หมายเหตุ: ตารางนี้เป็นการสรุปภาพรวมเพื่อช่วยเลือกข้อสอบเบื้องต้น ไม่ได้หมายความว่าทุกองค์กรหรือสถาบันจะรับคะแนนเหมือนกัน
แล้วควรสอบ TOEIC, IELTS หรือ TOEFL?
วิธีเลือกที่ง่ายที่สุดคือ เริ่มจากเป้าหมาย ไม่ใช่เริ่มจากชื่อข้อสอบ
1. ถ้าต้องการคะแนนเพื่อสมัครงาน → TOEIC
ถ้าเป้าหมายของคุณคือ
สมัครงาน
เปลี่ยนงาน
ใช้ภาษาอังกฤษในองค์กร
ทำงานกับบริษัทต่างชาติ
ประเมินทักษะภาษาอังกฤษในบริบทการทำงาน
TOEIC อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม โดยเฉพาะหากบริษัทหรือองค์กรของคุณระบุคะแนน TOEIC เป็นเกณฑ์
แต่ควรตรวจสอบก่อนว่าองค์กรต้องการ TOEIC Listening & Reading หรือการประเมินทักษะอื่นเพิ่มเติม
2. ถ้าต้องการเรียนต่อต่างประเทศ → IELTS หรือ TOEFL
หากคุณกำลังวางแผน
เรียนปริญญาตรีต่างประเทศ
เรียนปริญญาโท
เรียนต่อปริญญาเอก
สมัครมหาวิทยาลัยต่างประเทศ
สมัครหลักสูตรนานาชาติ
IELTS Academic และ TOEFL iBT เป็นตัวเลือกที่ควรนำมาเปรียบเทียบ
แต่ อย่าเลือกจากความรู้สึกว่า IELTS ง่ายกว่า TOEFL หรือ TOEFL ดีกว่า IELTS
สิ่งที่ควรทำคือเช็กเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยหรือหลักสูตรที่คุณต้องการสมัครก่อนว่า
“รับคะแนนอะไร และต้องการคะแนนเท่าไร?”
เพราะแต่ละสถาบันสามารถกำหนดข้อกำหนดของตัวเองได้
TOEFL ระบุว่าคะแนนถูกใช้เพื่อการรับเข้าและประเมินคุณสมบัติด้านภาษาอังกฤษในสถาบันต่าง ๆ มากกว่า 13,000 แห่งทั่วโลก ขณะที่ IELTS ระบุว่ามีสถาบันกว่า 13,500 แห่งทั่วโลกที่ยอมรับคะแนน IELTS
3. ถ้าต้องการย้ายประเทศ → IELTS อาจเป็นตัวเลือกสำคัญ
หากเป้าหมายคือการย้ายไปอยู่หรือทำงานในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ เช่น
Australia
Canada
New Zealand
UK
ควรตรวจสอบข้อกำหนดด้านภาษาอังกฤษของวีซ่าหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง
IELTS มีทั้ง Academic และ General Training รวมถึง IELTS for UKVI สำหรับวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับ UK Visas and Immigration
โดยเฉพาะเรื่องวีซ่า อย่าเลือกข้อสอบจากคำแนะนำทั่วไปเพียงอย่างเดียว เพราะประเภทข้อสอบและคะแนนที่ต้องใช้ขึ้นอยู่กับประเภทวีซ่าและข้อกำหนดของหน่วยงาน
TOEIC vs IELTS: แบบไหนเหมาะกับคุณ?
คำถามนี้เป็นหนึ่งในคำถามที่คนเรียนภาษาอังกฤษค้นหากันบ่อย
โดยง่ายสามารถคิดแบบนี้ได้
TOEIC
เหมาะเมื่อเป้าหมายหลักคือ ภาษาอังกฤษในบริบทการทำงาน
เน้น Listening & Reading ในบริบท workplace สำหรับ TOEIC L&R
IELTS
เหมาะเมื่อจำเป็นต้องใช้คะแนนเพื่อ เรียนต่อ ทำงาน หรือย้ายประเทศ และหน่วยงานปลายทางกำหนดให้ใช้ IELTS
โดยมีการสอบครบ 4 ทักษะ
ดังนั้น ถ้าบริษัทบอกว่า “ต้องมี TOEIC 700” การไปสอบ IELTS 6.5 แทนไม่ได้หมายความว่าจะใช้แทนกันได้เสมอไป
ข้อสอบที่ควรสอบ คือข้อสอบที่ปลายทางของคุณกำหนด
IELTS vs TOEFL: แบบไหนเหมาะกับการเรียนต่อ?
IELTS Academic และ TOEFL iBT ต่างก็สามารถใช้ในบริบทการศึกษาต่อได้ แต่รูปแบบการสอบแตกต่างกัน
IELTS Academic ประเมิน 4 ทักษะและใช้ Band Score 1–9 โดย Speaking เป็นการประเมินกับผู้สอบตามรูปแบบของ IELTS
ส่วน TOEFL iBT เน้นภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ และตั้งแต่ปี 2026 มีการปรับระบบคะแนนเป็น 1–6 พร้อมคะแนนเทียบเคียง 0–120 ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ดังนั้น หากกำลังเลือก IELTS หรือ TOEFL อย่าดูเพียงว่า “ข้อสอบไหนยากกว่า”
ให้ดู 3 อย่างแทน
มหาวิทยาลัยรับข้อสอบอะไร
ต้องการคะแนนขั้นต่ำเท่าไร
รูปแบบข้อสอบไหนเหมาะกับจุดแข็งของเรา
ก่อนสอบ ควรรู้ระดับภาษาอังกฤษของตัวเองก่อน
อีกหนึ่งข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยคือ สมัครสอบก่อน แล้วค่อยเริ่มดูว่าตัวเองอยู่ระดับไหน
ตัวอย่างเช่น คนหนึ่งตั้งเป้า IELTS 7.0 แต่ปัจจุบันทักษะภาษาอังกฤษอาจยังไม่ถึงระดับที่พร้อมสำหรับคะแนนดังกล่าว
การรู้ระดับภาษาอังกฤษก่อนจึงช่วยให้วางแผนได้แม่นยำกว่า
สิ่งที่ควรรู้คือ
ตอนนี้เราอยู่ระดับไหน?
จุดอ่อนอยู่ที่ Listening, Reading, Writing หรือ Speaking?
ต้องพัฒนาประมาณไหนถึงจะถึงเป้าหมาย?
มีเวลาเตรียมสอบกี่เดือน?
ต้องการคะแนนเท่าไร?
การวัดระดับกับ CEFR ต่างจากการสอบ TOEIC / IELTS / TOEFL
CEFR เป็น กรอบอ้างอิงระดับความสามารถทางภาษา ตั้งแต่ A1 ถึง C2 ไม่ใช่ชื่อข้อสอบ
ดังนั้น หากเป้าหมายในตอนนี้คือการรู้ว่า “ภาษาอังกฤษของเราอยู่ระดับไหน” ก็ไม่จำเป็นต้องรีบสมัคร TOEIC, IELTS หรือ TOEFL เพียงเพื่อหาคำตอบนี้
สามารถเริ่มจาก แบบทดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ ก่อน แล้วจึงเลือกข้อสอบที่ตรงกับเป้าหมาย

สำหรับการจัดระดับภาษาอังกฤษ The Language Thailand มีการประเมินระดับ และสามารถใช้ Oxford Placement Test เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการ
ประเมินระดับภาษาอังกฤษที่เชื่อมโยงกับกรอบ CEFR ได้
แล้วถ้ายังไม่รู้ว่าตัวเองควรสอบอะไร?
ลองตอบคำถาม 4 ข้อนี้ก่อน
เป้าหมายของคุณคืออะไร?
สมัครงาน→ เริ่มดู TOEIC และข้อกำหนดของบริษัท
เรียนต่อต่างประเทศ→ ตรวจสอบว่า University / Program รับ IELTS หรือ TOEFL
ย้ายประเทศ→ ตรวจสอบข้อกำหนดของประเทศและประเภทวีซ่า
อยากรู้ระดับภาษาอังกฤษเฉย ๆ→ เริ่มจากแบบทดสอบวัดระดับก่อน ไม่จำเป็นต้องเสียค่าสอบ High-Stakes Test ทันที
นี่เป็นวิธีที่ช่วยลดโอกาสเสียเงินสอบผิดประเภท และช่วยให้คุณวางแผนการเตรียมภาษาอังกฤษได้ตรงจุดมากขึ้น
เลือกข้อสอบให้ถูก สำคัญกว่าการเลือกข้อสอบที่ “ดูดีที่สุด”
ไม่มีคำตอบว่า
TOEIC ดีกว่า IELTS
หรือ
IELTS ดีกว่า TOEFL
เพราะแต่ละข้อสอบมีวัตถุประสงค์และบริบทการใช้งานแตกต่างกัน
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คะแนนนั้นต้องถูกนำไปใช้ที่ไหน
ถ้าบริษัทต้องการ TOEIC → สอบ TOEIC
ถ้ามหาวิทยาลัยรับ IELTS Academic → สอบ IELTS Academic
ถ้ามหาวิทยาลัยหรือหลักสูตรกำหนด TOEFL → สอบ TOEFL
และถ้ายังไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ระดับไหน → วัดระดับก่อน แล้วค่อยวางแผน
สรุป TOEIC vs IELTS vs TOEFL
ถ้าต้องการจำแบบสั้น ๆ
TOEIC→ เน้นภาษาอังกฤษในบริบทการทำงาน
IELTS→ เหมาะกับเป้าหมายเรียนต่อ ทำงาน และย้ายประเทศ ขึ้นอยู่กับประเภทการสอบและข้อกำหนด
TOEFL→ เน้นภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ โดยปี 2026 มีระบบคะแนนใหม่ 1–6 และยังมีคะแนนเทียบเคียง 0–120 ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ดังนั้นคำถามที่ควรถามตัวเองไม่ใช่
“TOEIC vs IELTS vs TOEFL อันไหนดี?”
แต่ควรถามว่า
“ฉันต้องใช้คะแนนภาษาอังกฤษไปทำอะไร?”
เมื่อรู้เป้าหมายแล้ว การเลือกข้อสอบจะง่ายขึ้นมาก
และหากยังไม่แน่ใจว่า ระดับภาษาอังกฤษของตัวเองอยู่ตรงไหน การเริ่มจากการวัดระดับก่อน ก็เป็นขั้นตอนที่ช่วยให้วางแผนการเรียนและการเตรียมสอบได้ตรงจุดมากขึ้น
เรียนภาษาอังกฤษเพื่อเตรียมสอบให้ตรงกับเป้าหมาย
หากคุณกำลังเตรียม TOEIC, IELTS หรือ TOEFL สิ่งสำคัญคือการวางแผนจากระดับภาษาอังกฤษปัจจุบันไปสู่คะแนนเป้าหมาย ไม่ใช่เพียงการทำข้อสอบซ้ำ ๆ
The Language Thailand มีทั้ง Private Class และ Group Class ที่สามารถเลือกแนวทางการเรียนให้เหมาะกับเป้าหมายของผู้เรียน เช่น การพัฒนาภาษาอังกฤษทั่วไป การสื่อสาร การทำงาน หรือการเตรียมสอบ
ก่อนเริ่มเรียน สามารถเริ่มจากการ วัดระดับภาษาอังกฤษ เพื่อดูระดับปัจจุบันและวางแผนการพัฒนาให้เหมาะกับเป้าหมาย
หากต้องการติวสอบ TOEIC หรือ IELTS สามารถปรึกษาทีม The Language Thailand เพื่อช่วยเลือกแนวทางการเรียนที่เหมาะกับคุณได้เลย
📞 โทร: 02-114-3250






Comments