top of page

เรียนภาษาเยอรมันด้วยตัวเองจนสอบ A1 ผ่าน ได้จริงไหม?

23 hours ago
2 min read
เรียนภาษาเยอรมัน

คำถามที่หลายคนสงสัยเป็นอย่างมากกันแน่นอนสำหรับเรียนภาษาเยอรมันด้วยตัวเองจนสอบ A1 ผ่าน ได้จริงไหม?

คำตอบคือ: ได้ แต่ไม่ใช่ทุกคน

ถ้าคุณกำลังหาคำตอบว่าจะประหยัดค่าคอร์สด้วยการอ่านเองได้ไหม — คำตอบคือ ได้จริง มีคนทำสำเร็จมาแล้วหลายคน บางคนอ่านเองล้วนๆ แล้วได้คะแนน 90 กว่า

แต่คำถามที่ควรถามจริงๆ ไม่ใช่ "ได้ไหม" ครับ มันคือ "คุณเป็นคนแบบไหน และคุณมีเวลาเหลือเท่าไหร่ก่อนถึงเดดไลน์"

เพราะ A1 มีจุดหนึ่งที่การเรียนเองแก้ไม่ได้ด้วยความขยัน และเรารอไว้เล่าตอนท้ายบทความ

เรียนเองต้องทำยังไงบ้าง (แผน 12 สัปดาห์)

สัปดาห์ที่ 1–2: ตัวอักษรและการออกเสียง

อย่าข้ามขั้นนี้เด็ดขาด เพราะพาร์ทพูดในข้อสอบจริงมีการ สะกดชื่อเป็นภาษาเยอรมัน ถ้าออกเสียงตัวอักษรไม่ได้ตั้งแต่ต้น คุณจะไปตายเอาตอนสอบ

สิ่งที่ต้องได้: ตัวอักษร A–Z, สระเสียงพิเศษ ä ö ü, ตัว ß, การออกเสียง ch / r / z / w / v ที่คนไทยพลาดบ่อยที่สุด

สัปดาห์ที่ 3–5: ไวยากรณ์แกนหลัก

เนื้อหาที่ A1 ต้องใช้จริงๆ มีไม่เยอะอย่างที่กลัว

  • คำนาม 3 เพศ der / die / das และคำนำหน้า ein / eine

  • การผันกริยาตามประธาน (ich bin, du bist, er ist)

  • Akkusativ เบื้องต้น (ตรงนี้คนไทยพลาดเยอะที่สุด)

  • ประโยคบอกเล่า คำถาม W-Frage และ Ja/Nein-Frage

  • ตัวเลข วันเวลา ราคา

สัปดาห์ที่ 6–9: คำศัพท์ตามหมวดชีวิตประจำวัน

เรื่องนี้มีทางลัดที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ Goethe เปิดให้โหลดชีทคำศัพท์ระดับ A1 ฟรีจากเว็บไซต์ของเขาเอง ซึ่งเป็นรายการศัพท์ที่ข้อสอบวนใช้อยู่จริง ไม่ต้องไปท่องดิกทั้งเล่ม

หมวดที่ออกบ่อย: การซื้อของ อาหารและเครื่องดื่ม ครอบครัว ที่พักอาศัย การเดินทาง สุขภาพ งาน เวลาว่าง

สัปดาห์ที่ 10–12: เริ่มตะลุยข้อสอบเก่า เพื่อสร้างความคุ้นในข้อสอบและเตรียมตัวเข้าสู่สนามสอบจริง


ข้อสอบ A1 สรุปคร่าวๆ

ข้อสอบชื่อเต็มว่า Goethe-Zertifikat A1: Start Deutsch 1 มี 4 พาร์ท

เรียนภาษาเยอรมัน

คะแนนเต็ม 100 คะแนน แบ่งเป็นข้อเขียน 75 คะแนน และพาร์ทพูด 25 คะแนน ผ่านเมื่อได้ไม่ต่ำกว่า 60 คะแนน และเข้าสอบครบทุกพาร์ท

การอ่าน | Lesen

อ่านบทความสั้นๆ เช่น โน้ต โฆษณา ป้าย หรือประกาศ แล้วตอบคำถามจากเรื่องที่อ่าน

ระยะเวลา: 25 นาที

การเขียน | Schreiben

กรอกแบบฟอร์มง่ายๆ และเขียนข้อความสั้นๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน

ระยะเวลา: 20 นาที

การฟัง | Hören

ฟังบทสนทนาสั้นๆ การสนทนาทางโทรศัพท์ หรือประกาศในสถานที่สาธารณะ แล้วตอบคำถามจากเรื่องที่ฟัง

ระยะเวลา: 20 นาที

การพูด | Sprechen

แนะนำตัว ตั้งคำถาม ตอบคำถามเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน และพูดขอร้องหรือขอให้ผู้อื่นตอบสนอง

ระยะเวลา: 15 นาที

จุดที่ต้องเข้าใจให้ถูกคือ A1 ไม่มีคะแนนขั้นต่ำรายพาร์ท พาร์ทที่อ่อนชดเชยด้วยพาร์ทที่แข็งได้ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่มีระบบโมดูลแบบ B1 ขึ้นไป — ถ้าคะแนนรวมไม่ถึง 60 ถือว่าสอบตก และครั้งหน้าต้องสอบใหม่ทั้ง 4 พาร์ท ไม่ใช่สอบซ่อมเฉพาะพาร์ทที่พลาด

นี่คือเหตุผลที่การ "ปล่อยพาร์ทพูดไปก่อน แล้วค่อยไปเอาคะแนนจากฟังกับอ่าน" เป็นกลยุทธ์ที่อันตรายกว่าที่คิด เพราะถ้าพลาด คุณเสียทั้งค่าสอบและเวลารอบสอบใหม่ทั้งหมด

อ่านรายละเอียดข้อสอบแต่ละพาร์ทแบบเจาะลึกได้ที่บทความ[เรียนภาษาเยอรมัน A1 ต้องรู้อะไรบ้าง? คู่มือฉบับเริ่มต้นสำหรับผู้เรียนใหม่]

อีกเรื่องที่ควรรู้ สำหรับการยื่นวีซ่าติดตามคู่สมรส ใบรับรอง A1 ที่รับคือของ Goethe-Institut, telc หรือ ÖSD เท่านั้น ไม่ใช่ใบจบคอร์สหรือผลจากแอป และแม้ตัวใบรับรองจะไม่มีวันหมดอายุ แต่สถานทูตส่วนใหญ่มักขอใบที่ออกไม่เกิน 1 ปี ณ วันยื่น — ควรเช็กกับสถานทูตอีกครั้งก่อนวางแผนวันสอบ


พาร์ทที่คนเรียนเองมักพลาด และเป็นพาร์ทเดียวที่ความขยันแก้ไม่ได้

มาถึงประเด็นหลักของบทความนี้

Goethe ไม่ได้เปิดเผยสถิติว่าคนตกพาร์ทไหนมากที่สุด แต่ถ้าดูจากโครงสร้างของพาร์ทพูด จะเห็นทันทีว่ามันเป็นพาร์ทเดียวที่ ฝึกคนเดียวในห้องไม่ได้

พาร์ทพูดมี 3 ส่วนเรียงตามลำดับตายตัว เริ่มจากแนะนำตัว — ชื่อ อายุ ประเทศ ที่อยู่ ภาษา อาชีพ งานอดิเรก — และต้องสะกดชื่อกับบอกหมายเลขโทรศัพท์ จากนั้นเป็นการถามและให้ข้อมูลกันภายในกลุ่มโดยใช้การ์ดคำศัพท์ และปิดท้ายด้วยการพูดขอร้องและตอบรับคำขอจากการ์ดรูปภาพ เช่น "ช่วยปิดหน้าต่างหน่อยได้ไหม" สังเกตคำว่า "ภายในกลุ่ม" ให้ดี เพราะคุณต้องพูดกับผู้เข้าสอบคนอื่น ไม่ใช่พูดกับกรรมการอย่างเดียว


นี่คือสิ่งที่การเรียนเองให้ไม่ได้ 3 อย่าง

1. ไม่มีคู่ซ้อม

พาร์ท 2 และ 3 เป็นการโต้ตอบกับคนจริงที่คุณคาดเดาคำตอบไม่ได้ คุณจะซ้อมเองยังไงในเมื่อตัวคุณเองรู้คำตอบอยู่แล้ว การอ่านสคริปต์ในใจกับการรับคำถามที่ไม่ได้เตรียมจากคนแปลกหน้าใต้ความกดดัน คือคนละทักษะกันโดยสิ้นเชิง

2. ไม่มีคนแก้การออกเสียง

ปัญหาไม่ใช่ว่าคุณออกเสียงผิด แต่คือ คุณไม่รู้ว่าตัวเองออกเสียงผิด ไม่มีใครบอกคุณว่า ich ของคุณฟังไม่ออก ว่า ü ที่คุณออกมันกลายเป็นสระอูไทย ว่า r ท้ายคำต้องกลืน คุณจะฝึกซ้ำผิดๆ ติดต่อกัน 3 เดือนแล้วไปเจอความจริงในห้องสอบ

3. ไม่มีใครให้ฟีดแบ็กว่า "แค่นี้พอผ่านหรือยัง"

พาร์ทฟังกับอ่านมีเฉลย คุณเช็กตัวเองได้ แต่พาร์ทพูดไม่มีเฉลย และนี่คือจุดที่คนเรียนเองเดินเข้าห้องสอบโดยไม่รู้เลยว่าตัวเองอยู่ตรงไหน

ข้อดีอย่างเดียวคือโครงสร้างพาร์ทพูดตายตัวและรู้ล่วงหน้าได้ทั้งหมด — แปลว่าถ้ามีคนซ้อมด้วยอย่างถูกวิธี มันคือพาร์ทที่เก็บคะแนนง่ายที่สุดในข้อสอบเลยด้วยซ้ำ


สรุป: เรียนเองเหมาะกับใคร ไม่เหมาะกับใคร

เรียนเองน่าจะรอด ถ้าคุณมีเวลาเหลือเกิน 6 เดือนก่อนต้องใช้ผลสอบ มีวินัยนั่งอ่านเองได้จริงทุกวัน และหาคนเยอรมันหรือเพื่อนที่เรียนอยู่มาซ้อมพูดด้วยได้

อย่าเสี่ยง ถ้าคุณมีเดดไลน์วีซ่าที่ขยับไม่ได้ ไม่เคยเรียนภาษาที่สามมาก่อน หรือเคยลองอ่านเองแล้วไปต่อไม่ไหวตั้งแต่เรื่อง der die das

เพราะต้นทุนของการสอบตกไม่ใช่แค่ค่าสอบ แต่คือการรอรอบสอบถัดไป ซึ่งสำหรับคนที่รอยื่นวีซ่าอยู่ มันแพงกว่าค่าคอร์สหลายเท่า

เรียนภาษาเยอรมัน
เรียนภาษาเยอรมัน

เราออกแบบคอร์สมาปิดช่องว่าง

คอร์สภาษาเยอรมันของเราเริ่มตั้งแต่ปูพื้นฐานจากศูนย์ไปจนถึงสอบ A1 โดยเฉพาะ และจุดที่เราให้น้ำหนักมากที่สุดคือ พาร์ทที่คุณเรียนเองไม่ได้

  • ซ้อมพูดกับคนจริงทุกคาบ ในรูปแบบเดียวกับข้อสอบจริง ทั้งการ์ดคำศัพท์และการ์ดรูปภาพ

  • แก้การออกเสียงเป็นรายคน โดยเน้นเสียงที่คนไทยพลาดซ้ำๆ

  • จำลองการสอบพูดแบบกลุ่มก่อนสอบจริง คุณจะรู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหนก่อนเสียค่าสอบ

  • เรียนออนไลน์ เลือกเวลาได้ เหมาะกับคนทำงานและคนต่างจังหวัด

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าตัวเองควรเรียนเองหรือเรียนกับเรา ทักมาคุยกับเราก่อนได้ เราจะช่วยประเมินจากเดดไลน์และพื้นฐานของคุณตรงๆ ถ้าดูแล้วคุณอ่านเองไหว เราก็จะบอกตามนั้น

ติดต่อเราวันนี้เพื่อเริ่มเรียนภาษาเยอรมันในแบบที่ใช่สำหรับคุณ

📞 โทร: 02-114-3250

เรียนแบบ Private : @thelanguage.th

เรียนแบบ Group : Line @groupclass.ltcc

🌐 เยี่ยมชมเว็บไซต์: www.thelanguage-thailand.com

📺 ติดตามช่อง YouTube: The Language Thailand

Comments


bottom of page