top of page

อบรมภาษาอังกฤษให้พนักงาน ควรเรียนแนวทางไหน? แนะนำแยกตามสายงาน

10 minutes ago
2 min read
อบรมภาษาอังกฤษ

หลายองค์กรเลือกคอร์สภาษาอังกฤษแบบเดียวกันให้พนักงานทุกแผนก แล้วพบว่าผลลัพธ์ไม่ตรงกับงานจริง พนักงานขายยังไม่กล้าเจรจา ทีมบัญชียังเขียนอีเมลถึง auditor ไม่มั่นใจ ทั้งที่เรียนครบทุกชั่วโมง สาเหตุสำคัญคือแต่ละสายงานใช้ภาษาอังกฤษต่างกัน ทั้งทักษะที่ต้องใช้มากที่สุดและสถานการณ์ที่เจอทุกวัน หลักสูตรที่ดีจึงควรออกแบบตามสายงาน บทความนี้จะอธิบายว่าแต่ละสายงานควรเรียนแนวทางไหน และ HR ควรวัดผลอย่างไรให้รู้ว่าการอบรมคุ้มค่า


ทำไมต้องอบรมภาษาอังกฤษให้กับพนักงานเป็นหลักสูตร Business English

Business English ไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษที่เติมศัพท์ธุรกิจเข้าไป แต่คือการเรียนภาษาผ่านสถานการณ์ที่พนักงานต้องเจอในที่ทำงานจริง เช่น การประชุม การเจรจา การเขียนอีเมลทางการ การรายงานผล และการสื่อสารกับลูกค้าหรือทีมต่างชาติ ผู้เรียนต้องเรียนรู้ทั้งความถูกต้องของภาษา ความเหมาะสมกับบริบท (ระดับความเป็นทางการ ความสุภาพ) และวัฒนธรรมการสื่อสารในที่ทำงานสากล เช่น การปฏิเสธอย่างนุ่มนวลหรือการให้ feedback ตรงๆ แต่ไม่เสียความสัมพันธ์ โดยแต่ละสายงานจะมีการเน้นรูปแบบการเรียนที่แตกต่างหันไปในแต่ละสายงาน


งานขาย: เน้นการพูดและการเจรจา

หัวใจของงานขายคือการสร้างความไว้วางใจและโน้มน้าวผ่านการสนทนา พนักงานต้องเปิดบทสนทนา เล่าคุณค่าของสินค้า รับมือข้อโต้แย้งเรื่องราคา และปิดการขายให้ได้ ภาษาอังกฤษที่ถูกแกรมมาร์แต่ขาดความมั่นใจจึงไม่พอ

แนวทางที่เหมาะคือ Role-play สถานการณ์ขายจริงเป็นหลัก ให้ผู้เรียนฝึกเป็นคู่หรือกลุ่มเล็กและรับ feedback ทันที แล้วเสริมการเขียนอีเมลติดตามลูกค้า ผู้เรียนควรมีพื้นฐานระดับ B1 ขึ้นไป และหลักสูตรควรให้น้ำหนักกับ Speaking มากที่สุด


Call Center และงานบริการ: เน้นการฟังและตอบสนองทันที

งานนี้ไม่มีเวลาคิดนาน ผู้เรียนต้องจับใจความจากสำเนียงที่หลากหลาย รับ complaint ด้วยความสุภาพ และแก้ปัญหาให้ลูกค้าในสายเดียวกัน น้ำเสียงและความเห็นอกเห็นใจสำคัญไม่แพ้ความถูกต้องของประโยค

แนวทางที่เหมาะคือฝึกฟังจากเสียงจริงหลายสำเนียง จำลองสายโทรศัพท์ และมีโค้ชให้ feedback รายบุคคล พนักงานที่เริ่มจากระดับ A2-B1 ก็เข้าเรียนได้ หากหลักสูตรเน้น Listening และ Speaking ตรงกับสถานการณ์จริง


วิศวกร: เน้นภาษาเทคนิคและการอ่านเขียน

วิศวกรต้องอ่านสเปกและมาตรฐาน เขียนรายงาน และอธิบายปัญหาให้ทีมต่างชาติเข้าใจชัดเจน ความท้าทายอยู่ที่คำศัพท์เฉพาะสาขาและการเรียบเรียงข้อมูลเชิงเทคนิคให้เป็นลำดับ

แนวทางที่เหมาะคือใช้เอกสารจริงจากหน้างาน เช่น สเปก คู่มือ และรายงาน เป็นสื่อการสอน ฝึกอธิบายกระบวนการและปัญหาทีละขั้นตอน ผู้เรียนควรมีพื้นฐาน B1 ขึ้นไป และหลักสูตรให้น้ำหนักกับ Reading และ Writing


บัญชีและการเงิน: เน้นความแม่นยำของศัพท์และการอธิบายตัวเลข

ทีมบัญชีต้องสื่อสารกับ auditor หรือสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ ความผิดพลาดเล็กน้อยของศัพท์อาจทำให้ความหมายเปลี่ยนไปได้ จึงต้องแม่นทั้งคำศัพท์การเงินและวิธีอธิบายส่วนต่างของตัวเลข

แนวทางที่เหมาะคือใช้งบการเงินและรายงานจริงเป็นเนื้อหา ฝึกเขียนสรุปผลและอีเมลทางการ และฝึกอธิบายตัวเลขด้วยวาจา ผู้เรียนควรอยู่ในระดับ B1-B2 โดยเน้น Writing และ Reading


HR: เน้นการสื่อสารกับคนอย่างละเอียดอ่อน

งานของ HR คือสัมภาษณ์ผู้สมัคร ประกาศนโยบาย ให้ feedback และต้อนรับพนักงานใหม่ ซึ่งต้องใช้ภาษาสุภาพและเลือกถ้อยคำอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะเมื่อต้องสื่อสารเรื่องอ่อนไหว เช่น ผลประเมินหรือการเปลี่ยนแปลงองค์กร

แนวทางที่เหมาะคือจำลองการสัมภาษณ์และการคุยประเมินผล ฝึกเขียนประกาศและเอกสารนโยบาย ผู้เรียนควรอยู่ระดับ B1-B2 และหลักสูตรควรสมดุลระหว่างการพูดและการเขียน


การประชุมและการพรีเซนต์: เน้นความมั่นใจและโครงสร้าง

ปัญหาที่พบบ่อยคือพนักงานไม่กล้าแสดงความเห็นในที่ประชุม หรือเรียบเรียงความคิดเป็นภาษาอังกฤษไม่ทัน สิ่งที่ต้องฝึกจึงไม่ใช่แค่ประโยค แต่เป็นการจัดโครงสร้างความคิด การเห็นด้วยและโต้แย้งอย่างสุภาพ และการตอบคำถามสด

แนวทางที่เหมาะคือฝึกพรีเซนต์จริงแล้วถ่ายวิดีโอให้ดูย้อนหลัง จำลองการประชุม ฝึกโครงสร้างการเล่าเรื่อง (เปิด เนื้อหา สรุป) และฝึกรับมือคำถามที่คาดไม่ถึง ผู้เรียนควรมีระดับ B1-B2 โดยเน้น Speaking


สรุปเปรียบเทียบ

อบรมภาษาอังกฤษ

ทำ Placement Test ก่อนอบรมอย่างไร

ไม่ว่าจะเลือกหลักสูตรแบบใด ควรเริ่มจากการวัดระดับพนักงานก่อน เพราะถ้าผู้เรียนในห้องเดียวกันมีระดับห่างกันมาก คนเก่งจะเบื่อและคนที่ยังไม่พร้อมจะตามไม่ทัน

Placement Test ที่ดีควรครอบคลุม Grammar และ Vocabulary, Reading, Listening และสัมภาษณ์ Speaking สั้นๆ หากงบจำกัด อาจให้ทุกคนสอบออนไลน์ก่อน แล้วสัมภาษณ์ Speaking เฉพาะคนที่คะแนนก้ำกึ่งระหว่างระดับ ควรใช้เกณฑ์ CEFR (A1-C2) เป็นมาตรฐานกลาง เพราะเทียบกับ TOEIC และ IELTS ได้ และควรแจ้งพนักงานล่วงหน้าว่าไม่ใช่การประเมินผลงาน เพื่อให้ผลสะท้อนระดับจริง

เมื่อได้ผลแล้ว ให้จัดกลุ่มโดยให้ระดับในกลุ่มห่างกันไม่เกินหนึ่งระดับ กลุ่มละประมาณ 8-12 คน โดยเฉพาะคอร์สที่เน้นการพูด


วัดผลหลังอบรมอย่างไรให้เห็นความคุ้มค่า

ก่อนเริ่มอบรม HR ควรตกลงกับสถาบันให้ชัดว่า "สำเร็จ" หมายถึงอะไร เช่น คะแนนเลื่อนขึ้นอย่างน้อยหนึ่งระดับย่อย เข้าเรียนไม่ต่ำกว่า 80% หรือพนักงานเขียนอีเมลภาษาอังกฤษได้เองโดยไม่ต้องมีคนตรวจ

ระหว่างอบรมควรมี quiz สั้นๆ ทุก 4-6 สัปดาห์ พร้อมรายงานการเข้าเรียนและความก้าวหน้า เมื่อจบคอร์ส ให้สอบแบบเดียวกับตอนแรก (คนละชุดข้อสอบแต่ความยากเท่ากัน) เพื่อเทียบผลได้ตรงๆ และเพิ่มการประเมินจากงานจริง เช่น พรีเซนต์หรือ role-play ตามเกณฑ์ที่กำหนด


อย่างไรก็ตาม คะแนนสอบอย่างเดียวยังไม่ตอบคำถามผู้บริหารว่าธุรกิจได้อะไร จึงควรติดตามต่อเนื่องหลังอบรม 1-3 เดือน โดยให้หัวหน้างานประเมินว่าพฤติกรรมการทำงานเปลี่ยนไปหรือไม่ และดูผลลัพธ์ที่วัดได้ เช่น เวลาตอบอีเมลลูกค้าต่างชาติ คะแนนความพึงพอใจลูกค้า หรือจำนวนดีลต่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับกรอบ Kirkpatrick ที่ใช้ประเมินการฝึกอบรมกันทั่วไป


สรุป

การอบรมภาษาอังกฤษให้ได้ผลต้องเริ่มจากคำถามว่า "พนักงานกลุ่มนี้ใช้ภาษาทำอะไรในงาน" แล้วจึงเลือกทักษะ วิธีเรียน และตัวชี้วัดที่ตรงกับคำตอบนั้น เมื่อประกอบกับการวัดระดับก่อนเรียนและการติดตามผลหลังจบ HR จะมีข้อมูลที่ชัดเจนไว้ยืนยันความคุ้มค่าของงบอบรม

หากองค์กรของคุณสนใจหลักสูตรที่ออกแบบเฉพาะสายงาน ติดต่อขอใบเสนอราคา หรือทดสอบวัดระดับพนักงานฟรีได้

The Language Thailand มีบริการ Corporate Language Training ที่สามารถออกแบบหลักสูตรตามระดับ ตำแหน่งงาน และเป้าหมายขององค์กร พร้อมทั้ง Online / Onsite / Workshop / Customized Training และการประเมินระดับ

อบรมภาษาอังกฤษ
อบรมภาษาอังกฤษ
📞 โทร: 02-114-3250
🌐 เยี่ยมชมเว็บไซต์: https://www.thelanguage-thailand.com/german
📺 ติดตามช่อง YouTube: The Language Thailand

Comments


bottom of page